สรุปสิ่งที่น่าสนใจภายในงาน WWDC 2017 Part 1 ระบบปฎิบัติการ

By Trends

เปิดตัวกันไปเรียบร้อยสำหรับงาน WWDC 2017 ซึ่งในปีนี้ได้จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุม McEnery Convention Center เมืองแซนโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายได้มีการเปิดตัวทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่และระบบปฏิบัติการใหม่มากมาย  ในส่วนของระบบปฏิบัติการมีอะไรใหม่อยากรู้กันแล้วใช่มั้ยไปดูกันเลย

1.watchOS 4

watchOS 4 ระบบปฏิบัติการสำหรับ Apple Watch โดยในเวอร์ชันนี้ได้มีการอัพเดทฟีเจอร์ใหม่มากมาย และสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้มากขึ้น โดยฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามามีดังนี้

– Siri Face เป็นการนำความสามารถของ Siri มารวมกับ Watch Face ของ Apple Watch เพื่อช่วยประมวลผลข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ใช้สนใจ นอกจากนี้ยังสามารถเรียกใช้งาน Siri ได้อย่างง่ายดาย

– Watch Face แบบใหม่ Apple ได้เพิ่ม Watch Face แบบใหม่ถึง 2 แบบ หนึ่งในนั้นเป็นการเอาใจสาวกแอนิเมชันชื่อดังอย่าง Toy Story โดยจะมีทั้ง Woody, Buzz Lightyear, Jessie ที่จะมาสร้างสีสันบนหน้าปัดของคุณ

– ความสามารถด้านการออกกำลังกาย ได้มีการออกแบบหน้า Workout ใหม่ให้ใช้งานได้ง่าย และมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ อาทิ การนับรอบการว่ายน้ำอัตโนมัติโดยวัดจากการแตะขอบสระ

– อุปกรณ์ออกกำลังจะสามารถเชื่อมต่อกับ Apple Watch Apple ได้ร่วมกับผู้ให้บริการเครื่องออกกำลังกายด้วยการทำให้ Apple Watch สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องออกกำลังกายและ Sync ข้อมูลกันเพื่อความแม่นยำมากขึ้น และเก็บประวัติการออกกำลังกายของเราไว้ใน Apple Watch

– Music App แบบใหม่ ทำให้สามารถ sync ข้อมูลต่าง ๆ เช่น playlist ได้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีการ sync ข้อมูลแบบอัตโนมัติ เพื่อประสบการการใช้งานที่ดียิ่งขึ้น

สำหรับใครที่มี Apple Watch, Apple Watch Series 1, Apple Watch Series 2 อยู่สามารถอัพเดทเป็น watchOS 4 ได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้แน่นอน

2.macOS 10.13 High Sierra

macOS 10.13 High Sierra มาพร้อมกับการปรับปรุงประสิทธิภาพในจุดต่าง ๆ รวมถึงมี API สำหรับนักพัฒนาอีกจำนวนมาก ซึ่งจะเน้นไปที่การทำให้การใช้งานเสถียรและง่ายมากขึ้น ฟีเจอร์หลักๆ มีดังนี้

– Safari ปรัปปรุงใหม่เร็วกว่าเดิม และยังมีฟีเจอร์เพิ่มเติมคือ การบล็อกวิดีโอที่เล่นโดยอัตโนมัติบนเว็บที่สร้างความรำคาญให้ผู้ใช้ กับป้องกันการติดตามจากเว็บไซต์ที่จะพยายามติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้ โดยใช้ machine learning เข้ามาช่วย

– Mail จะมี split-view ในรูปแบบเต็มจอ เพื่อให้เปิดจอหนึ่งอ่านอีเมลอีกจอเขียนอีเมลได้, ค้นหาอีเมล top hits

– ปรับปรุง Photo App ในการปรับปรุงครั้งนี้มีการปรับหลายๆ อย่าง อาทิ

– การจัดหมวดหมู่ใหม่ของ Photos ช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้น

– สามารถค้นหาภาพตามคีย์เวิร์ด, ประเภท หรืออื่น ๆ ได้

– มีเครื่องมือ Curve, Selective Color และอื่นๆ ให้ใช้งาน

– Photo App ถูกพัฒนาด้วย Mertal 2 เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

–  Apple File System ที่จะมาแทน HFS+ ซึ่งจะช่วยให้งานที่ทำเป็นประจำอย่างเช่นการคัดลอกไฟล์ จะทำได้เร็วขึ้นมาก และยังมีระบบป้องกันไฟล์เสียอีกด้วย

– รองรับการเข้ารหัสวิดีโอแบบใหม่ (H.265) ซึ่งเป็นวิธีการเข้ารหัสวิดีโอแบบใหม่ ที่ให้ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น และใช้กับวิดีโอ 4K ได้ดีขึ้น โดยระบบการเข้ารหัสวิดีโอจะมาพร้อม macOS รวมถึง Final Cut Pro อีกด้วย

– Metal 2 ระบบ API กราฟิกของ Apple ได้ถูกปรับปรุงใหม่ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

สำหรับ macOS High Sierra จะปล่อยให้ผู้ใช้อัพเดทในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

3.iOS 11

iOS 11 ถือได้ว่าเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่เห็นเด่นชัดที่สุด คือ การเปลี่ยนรูปแบบหน้าตาการใช้งานของแอปพลิเคชันต่างๆ มากมาย ดังนี้

– iMessage

– ย้ายแถบเลือกสติกเกอร์ลงมาด้านล่าง ให้สามารถเรียกใช้งานได้ง่ายขึ้น

-Messages in iCloud: ซิงก์ข้อความทั้งหมดระหว่างอุปกรณ์ได้แบบ Real-time

– Apple Pay สามารถโอนเงินผ่าน Apple Pay ที่ผูกกับบัญชีธนาคารผ่าน iMessages ได้

– Apple Maps แสดงรายละเอียดภายในอาคาร ความเร็วสูงสุดที่สามารถวิ่งได้บนถนนแต่ละเส้น เลนบนถนนและแนะนำเลนที่ต้องเข้าก่อนเลี้ยว เมื่อเชื่อมต่อ Apple Maps CarPlay จะไม่มี Notification แสดงบน iPhone และไม่สามารถใช้งาน iPhone ได้ และเมื่อมีคนส่งข้อความมาหา จะมีข้อความตอบกลับอัตโนมัติว่ากำลังขับรถอยู่ จะตอบกลับภายหลัง

– AirPlay 2 สามารถเล่นเพลงได้พร้อมกันหลาย ๆ ลำโพง, สามารถแชร์เพลงจาก Apple Music, สามารถใช้งานกับ Apple TV รุ่นใหม่ได้

– Apple Music สามารถกด Follow เพื่อนที่ใช้ Apple Music ได้ และดูว่าเพื่อนฟังเพลงอะไร

– App Store มาพร้อมไอคอนแบบใหม่ และดีไซน์ใหม่ทั้งหมด

– Siri มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่อย่าง Multi Results ที่สามารถแสดงผลการค้นหาได้หลายอย่างในการค้นหาครั้งเดียว, Translation สามารถแปลภาษาและกดให้ Siri พูดได้ทันที โดยตอนนี้รองรับแค่ ภาษาอังกฤษ แปลเป็นภาษาจีน, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อิตาลี และสเปน  และที่สำคัญที่สุดคือ Siri สามารถใช้งานระหว่างอุปกรณ์ได้

– Camera มาพร้อมเทคโนโลยี High Efficieny Video Coding (HEVC)  ที่จะทำให้บีบอัดข้อมูลได้มากขึ้น 2 เท่า ทำให้ภาพและวิดีโอมีขนาดไฟล์เล็กลงในขณะที่คุณภาพเท่าเดิม และปรับปรุงคุณภาพจาก Portrait Mode ใหม่, ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น, ปรับปรุงระบบกันสั่น, True Tone Flash, HDR

– Photos มีการปรับปรุงมากมายเช่น Portrait Movie: สามารถสร้างวิดีโอจาก Memories ซึ่งสามารถแสดงได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน Live Photos: สามารถทำ Trim, เลือกรูปให้เป็นรูปหลัก, ปิดเสียงได้, ทำเป็น Loop, Bounce และสามารถสร้างรูปที่มี Long Exposure เหมือนบนกล้อง DSLR ได้

– Control Center ถูกออกแบบหน้าตาใหม่ทั้งหมด โดยรวมหน้า Now Playing และ Home อยู่ในหน้าเดียว โดยสามารถใช้ 3D Touch ในการค้นหาปุ่มฟังก์ชันอื่น ๆ เพิ่มเติมได้

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อีกมากมาย

Dock: สำหรับบน iPad ได้ออกแบบ Dock ใหม่ให้สามารถใส่แอพได้มากขึ้น ซึ่งหน้าตาจะเหมือน Dock บน macOS ซึ่งเราสามารถเรียก Dock ขึ้นมาเพียงแค่ใช้นิ้วปาดขึ้นจากด้านล่าง

Multitasking: ขณะที่เปิดแอพหนึ่งอยู่ สามารถลาก Dock ขึ้นมาและลากแอพจาก Dock มาเพื่อเปิดอีกหน้าต่างหนึ่ง ซึ่งสามารถแสดงเป็นแบบ Pop-up หรือแบบ Split View ก็ได้

App Switcher แบบใหม่ โดย Control Center จะย้ายไปอยู่ด้านข้างของ App Switcher เนื่องจากเมื่อปาดนิ้วขึ้นจะเปลี่ยนเป็น Dock แล้ว

Drag & Drop: เมื่อเปิดแอพ 2 แอพพร้อมกัน สามารถลาก URL, รูปภาพ, ตัวอักษร และอื่น ๆ ข้ามไปยังอีกแอพนึงได้

 

QuickType: สามารถใช้นิ้วปาดลง เพื่อพิมพ์ตัวอักษรที่อยู่ด้านบน โดยไม่ต้องกด Shift

File App จะเป็นการรวมบริการ Cloud ทั้งหมดมาไว้ในที่เดียวกัน เช่น iCloud Drive, Dropbox, Google Drive เป็นต้น โดยสามารถ ใส่ Tag, ทำ Favorite Folder ได้

iOS 11 จะเปิดให้ Update ได้ในฤดูใบไม้ร่วง โดยรุ่นที่สามารถอัพได้มีดังนี้

Tagged under: